วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ระวังโจ๋เฟซบุ๊คแฮคอีเมล์แฉภาพนู้ดสาว

           รายงานข่าวชิ้นนี้ อาจทำให้สาวๆ ที่เล่นเฟซบุ๊ค (Facebook) ต้องระวังกันให้ดี เรื่องของเรื่องก็คือ George Bronk โจ๋มะกันวัย 23 ปีได้ใช้โปรไฟล์ใน Facebook เพื่อแฮค (Hack) เข้าไปในอีเมล์ของสาวๆ จากนั้นพยายามค้นหาภาพโป๊ (nude image) ของพวกเธอ และเมื่อพบก็จะส่งภาพเหล่านั้นไปให้เพื่อนๆ ทุกคนใน Address book ของเหยื่อรายนั้นๆ โดย Bronk ได้ให้เหตุผลที่เขาทำไปนั้นว่า "มันสนุกดี"
            George Bronk พุ่งเป้าไปที่เหยื่อผู้ใช้ Facebook ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งเปิดเผยอีเมล์ให้สาธารณชน (public e-mail address) นอกจากอีเมล์แล้ว เขายังพยายามรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่พบในโปรไฟล์ และข้อความที่เหยื่อพูดคุยกับคนอื่นๆ ใน Facebook โดยเฉพาะสิ่งที่พวกเธอชื่นชอบ หรือให้ความสำคัญเช่น สีที่ชอบ อาหารโปรด ชื่อกลางของพ่อ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ในการตอบคำถามของระบบรักษาความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้อีเมล์ ด้วยข้อมูลทั้งสองส่วนี้ Bronk ก็สามารถแฮคบัญชีผู้ใช้ของเหยื่อสาวๆ ได้นับโหลแล้ว
           หลังจากที่เขาแฮคบัญขีผู้ใช้อีเมล์ของเหยื่อได้เป็นผลสำเร็จ Bronk ก็จะแอบเข้าไปดูในโฟลเดอร์ "sent" (อีเมล์ที่ส่งออกไปแล้ว) ของพวกเธอ เพื่อมองหาภาพ หรือคลิปนู้ดของเหยื่อ และเมื่อพบก็จะนำภาพเหล่านั้นแนบส่งไปให้กับทุกคนในรายชื่อผู้ติดต่อ (address book) ของเหยื่อ ที่แย่กว่านั้นก็คือ เหยื่อบางรายได้รับอีเมล์ขู่ว่า เขาจะเผยแพร่ภาพนู้ดของเธอสู่สาธารณะ ถ้าไม่ยอมส่งภาพนู้ดมาให้เขาเพิ่ม ซึ่งทั้งหมดนี้ Bronk ให้เหตุผลว่า เขาทำไปเพราะ"ความสนุก"เท่านั้น บรรดาเหยื่อที่โดนเล่นงานกล่าวว่า มันเสมือนกับการที่พวกเธอโดนข่มขืนเลยทีเดียว แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถคุมตัว Bronk ได้พร้อมกับไฟล์ภาพนู้ดของเหยื่อสาวๆ ที่แนบมากับอีเมล์ 172 ไฟล์ ได้ยินอย่างนี้แล้ว สาวๆ ทีใช้ facebook ก็รีบไปเปลี่ยน privacy settings ให้เห็นได้เฉพาะเพื่อน (Friends Only) เท่านั้น แล้วก็อย่าลืมเปลียนพาสเวิร์ดอีเมล์ไม่ให้เป็นคำง่ายๆ ด้วยล่ะ และก็ภาพส่วนตัวมากๆ ก็ไม่จำเป็นอย่าส่งให้ใครบนเน็ตเด็ดขาด
เว็บไซต์ในข่าว: Facebook
ที่มา : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

Gmail แจ้งเตือน"อีเมล์ใหม่"บนเดสก์ทอป

          กูเกิ้ล (Google) ประกาศว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้ใช้ Chrome สามารถกำหนดให้มีการ"แจ้งเตือน" เวลาทีมีอีเมล์ใหม่เข้ามาใน Inbox ของ Gmail หรือการข้อความสนทนาใน GChat บนเดสก์ทอป เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น...ว้าว!!!

สำหรับขั้นตอนการเปิดใช้งานคุณสมบัติใหม่นี้ ผู้ใช้จะต้องเข้าไปตั้งค่า (Settings) ใน Gmail แล้วเปิดสวิทช์การทำงานของ Desktop Notification (แท็บ General) โดยสามารถเลือกว่าจะให้แจ้งเตือนเฉพาะข้อความที่ได้รับใน Gmail หรือ GCat หรืออีเมล์ที่ได้รับการกำหนดระดับความสำคัญ (priority inbox) อ้อ...ที่สำคัญ คุณต้องเปิดแท็บ Gmail ทิ้งไว้ในบราวเซอร์ Google Chrome ด้วยนะ ทั้งนี้ ทาง Google ไม่ได้บอกว่า คุณสมบัติใหม่นี้จะพัฒนาให้สามารถใช้กับบราวเซอร์ตัวอื่นด้วยหรือไม่? หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนใจมาใช้ Chrome แทน
ข้อมูลจาก: gmailblog
ทีมา:   ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ข้อความในบล็อกของ Google วันนี้ได้มีการเปิดเผยว่า ผู้ใช้ Gmail ที่กำลังใช้บราวเซอร์ Chrome สามารถกำหนดให้ระบบมีการ"แจ้งเตือน"บนเดสก์ทอป เมื่อเวลาที่ได้รับอีเมล์ หรือมีข้อความ chat จากเพื่อนๆ "พวกเรารู้สึกผิดที่ทำให้ผู้ใช้ต้องสวิทช์กลับไปดู Gmail อยู่เป็นประจำ เพื่อเช็คว่า มีอีเมล์ใหม่เข้ามา หรือไม่? ซึ่งถ้าพวกคุณเหมือนผม คุณอาจจะพลาดข้อความสำคัญๆ ใน Chat อีกด้วย เนื่องจากไม่ได้กำลังดูหน้าต่าง Gmail ในขณะที่มีการส่งข้อความเข้ามา" Andrew Wilson จาก Google กล่าว "ถ้าคุณใช้ Google Chrome ปัญหาในอดีตจะหมดไป เนื่องจากเราได้พัฒนา และเปิดใช้งาน Desktop Notification ของ HTML ที่สามารถแสดงข้อความป๊อปอัพขึ้นมาบนเดสก์ทอป (แยกออกจากบราวเซอร์) เวลาที่มีข้อความ หรืออีเมล์ใหม่เข้ามาได้ทันที"

เทรนด์ใหม่ ยิ้มฟัน"สว่างไสว"ด้วย LED

            มาเกาะติดที่กระแสข่าวในโลกดิจิตอลกันบ้างดีกว่า หลังจากที่มีการใช้ LED กับแฟชั่นออกมาให้เห็นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดเสื้อผ้าของนางแบบที่ประดับด้วย LED ไปจนถึง"ขนตา" LED ที่สามารถสว่างไสวกระพริบไปทั่วแล้ว ล่าสุดเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น นั่นก็คือ การใช้ LED ในการสร้างรอยยิ้มที่มีแสงสว่างพุ่งออกมาจากปากของเราได้...โอ้ว มันจอร์จมาก!!!
             LED teeth หรือ "ยิ้มสว่าง" กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในญี่ปุ่น ซึ่งวิธีการทำก็ง่ายมาก เพียงแค่ใส่ชุด LED (ที่มากับวงจรการทำงาน และแบตเตอรี่) เข้าไปที่ด้านหลังรอยยิ้ม เพื่อให้แสงสว่างจากชุดหลอด LED ส่องแสงทะลุผ่านฟันออกมาที่ด้านหน้า โดยชุด LED Teeth สามารถเปลี่ยนสีของแสงสว่าง หรือจังหวะการกระพริบได้ สร้างความคื่นตา ตื่นใจ (หรือตื่นตะลึง) ให้กับผู้พบเห็นได้
           ตอนนี้กระแสยิ้มสว่างด้วย LED Teeth กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มนักเรียนสาวๆ ในญ๊่ปุ่น โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวใช้คำโฆษณาว่า "(เสมือนมี)งานปาร์ตี้ในปากคุณ" (party in your mouth) ซึ่งจากรายงานข่าวระบุว่า ยอดขายพุ่งทะลุเพดานไปแล้ว

ข้อมูลจาก: Youtube
ที่มา : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

กล้อง DSLR จิ๋ว"ถ่ายรูป-เปลี่ยนเลนส์"ได้

            ตอนนี้กระแสกล้องดิจิตอล DLSR ยังคงแรงอย่างต่อเนื่องสังเกตจากคนรอบข้างทั้งมือโปร และมือใหม่ต่างมีใช้กันถ้วนหน้า แถมรุ่นสูงๆ ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้อย่างสวยงามกว่ากล้องวิดีโอทั่วไปอีกต่างหาก แต่สำหรับกล้อง DSLR ที่จะแนะนำกันวันนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นกล้องถ่ายรูป DSLR ขนาดจิ๋วที่ใช้งานได้ แม้จะเล็กกว่าก้อนยางลบเสียด้วยซ้ำ
 
            บริษัท JTT ในญี่ปุ่นได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ CHOBi CAM ONE กล้อง DSLR ที่ย่อส่วนเสียเล็กจนคุณไม่อยากจะเชื่อว่า มันทำงานได้จริงๆ ซึ่งในขณะที่ขนาดของตัวกล้องแค่ 2.5 x 2.5 x 2.6 ซม. และมีน้ำหนักเพียง 12 กรัม มันสามารถใช้ถ่ายรูปที่ความละเอียด 1600 x 1200 พิกเซล (ประมาณ 2 ล้านพิกเซล) ในขณะที่สามารถบันทึกวิดีโอได้ที่อัตราเฟรม 30 เฟรมต่อวินาที สำหรับภาพ และวิดีโอจะถูกบันทึกลงในการ์ดหน่วยความจำ microSD ที่ขนาดของความจุสูงสุด 32GB
            นอกจากคุณสมบัติข้างต้นแล้ว CHOBi CAM ONE ยังมาพร้อมกับ"เลนส์ไวด์"ขนาดเล็กที่ช่วยเพิ่มมุมมองของการถ่ายภาพ และบันทึกวิดีโอได้กว้างยิ่งขึ้น โดยเลนส์ที่ว่านี้สามารถเปลี่ยนได้อีกด้วย แน่นอนว่า CHOBi CAM ONE คงไม่สามารถเทียบได้กับกล้อง DSLR จริงๆ แต่มันสามารถพกใส่กระเป๋าเสื้อ เพื่อนำไปใช้ถ่ายเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา สนนราคาอยู่ที่ 10,000 เยน หรือประมาณ 3,700 บาท เหมาะมากสำหรับให้เป็นของขวัญ ข้างล่างนี้เป็นคลิปวิดีโอที่บันทึกด้วย CHOBi CAM ONE กล้อง DSLR จิ๋วที่เปลี่ยนเลนส์ได้

ข้อมูลจาก: JTT

ที่มา : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

Yahoo ให้เล่น"วิดีโอเกมส์"ขณะรอรถเมล์

            เมื่อเร็วๆ นี้ทาง Yahoo ได้ติดตั้งจอสัมผัสขนาดเท่ากับโปสเตอร์ไว้ตามป้ายรถเมล์ต่างๆ ในซานฟรานซิสโกถึง 20 แห่ง วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้บริการที่กำลังรอรถเมล์ หรือใครก็ตามที่สัญจรไปมาสามารถเล่นเกมส์ออนไลน์แข่งทำแต้มสูงสุดกับผู้เล่นเกมส์คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ได้ ไอเดียเวิร์กมากๆ สำหรับจอสัมผัสที่ติดตั้งตามป้ายรถเมล์ดังกล่าวจะมีเกมส์ให้เลือกเล่นมากมาย เพื่อแก้เซ็งให้กับผู้ที่กำลังรอใช้บริการรถเมล์ โดยเกมส์ที่ให้เล่นก็จะมีตั้งแต่แก้ปริศนาไปจนถึงเกมส์ง่ายๆ ซึ่งผู้เล่นสามารถแข่งขันทำแต้มกับคนอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งหากใครก็ตามที่สามารถทำแต้มได้สุงสุดเมื่อถึงสิ้นสัปดาห์หน้า ผู้เล่นคนนั้นก็จะได้เป็นแขกรับเชิญร่วมงาน block party กับวง OK Go
yahoo bus stop video games
           กิจกรรมทางการตลาดนี้จะเป็นการร่วมกันระหว่าง Yahoo กับ SF Municipal Transportation Agency และ Clear Channel ซึ่งคาดว่า จอพวกนี้น่าจะไดรับความสนใจจากคนรอรถเมล์อยู่พอสมควร เพราะนอกจากจะแก้เบื่อได้แล้ว ยังอาจจะได้ร่วมกิจกรรมดีๆ อีกด้วย นี่ถ้าในบ้านเราทำดูบ้าง เด็กๆ คงยืนเล่นกันตรึม และปล่อยรถเมล์ให้ผ่านไปโดยไม่ทันรู้ตัว ก่อนที่จะพบว่าในวันต่อมาจอสัมผัสเหล่านั้นได้หายไปจากที่ๆ มันเคยอยู่...อุ๊ปส์!!!


ข้อมูลจาก: Yahoo
ที่มา : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

แอบดู!!! ขั้นตอนผลิต"ยูเอสบีไดรฟ์"

เรื่องบางเรื่องเราพบเห็นกันทุกวันจนเคยชิน ก็เลยไม่ได้นึกสงสัยอะไร แต่แล้วก็มีคนตั้งคำถามที่ผมเชื่อว่า คุณผู้อ่านหลายๆ ท่านก็คงอยากจะทราบเหมือนกัน นั่นก็คือ แฟลชไดรฟ์ ยูเอสบีไดรฟ์ หรือธัมบ์ไดรฟ์ ที่แล้วแต่ใครจะเรียกนั้น มันมีขั้นตอนการผลิตอย่างไร? ทำไมถึงมีราคาถูกลงเรื่อยๆ เพราะมันทำง่ายอย่างนั้นหรือ?




คลิปวิดีโอที่นำมาฝากเป็นการติดตามเข้าไปเก็บขั้นตอนการผลิตยูเอสบีไดรฟ์ในโรงงานผลิตของ Kingston ที่ตั้งในกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน โดยเริ่มตั้งแต่พิมพ์ลายวงจร ติดชิป ตรวจสอบ ประกอบคอนเน็คเตอร์ ตัดแบ่งแยกชิ้น ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะนำไปประกอบตัวถังด้วยสีสันต่างๆ แล้วยังต้องมีการทดสอบในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้งกว่าจะได้ยูเอสบีไดรฟ์ที่สมบูรณ์พร้อมจำหน่าย




รับรองว่า คุณผู้อ่านจะต้องทึ่งกับขั้นตอนการทำงานที่แม่นยำจนน่าอัศจรรย์ โดยจะไม่รู้สึกเบื่อตลอดแปดนาทีครึ่งที่ได้ชม...คอนเฟิร์ม!!!




ที่มา : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

กำเนิดเครื่องคอมพิวเตอร์

                 มนุษย์พยายามสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยการคำนวณมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงได้พยายามพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งพอที่จะลำดับเครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมามีดังนี้
  • ในระยะ 5,000 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณ และพัฒนาเป็นอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน
  • ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
  • พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier's Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน
  • พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ได้ออกแบบเครื่องมือช่วยในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เช่นเดียวกับการทดเลขสำหรับผลการคำนวณจะดูได้ที่ช่องบน และได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เครื่องมือนี้สามารถใช้ได้ดีในการคำนวณบวกและลบ เท่านั้น ส่วนการคูณและหารยังไม่ดีเท่าไร
     
  • ในปี 2216 นักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ Gottfried Wilhelm Baronvon Leibnitz ได้ปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสคาล ซึ่งใช้การบวกซ้ำ ๆ กันแทนการคูณเลข จึงทำให้สามารถทำการคูณและหารได้โดยตรง ซึ่งอาศัยการหมุนวงล้อของเครื่องเอง เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซ สร้างขึ้นเรียกว่า Leibniz's Stepped และยังค้นพบเลขฐานสอง (Binary Number) คือ เลข 0 และเลข 1 ซึ่งเป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ
  • พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครืองทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่งควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched Card Machine) ในเวลาต่อมา และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้ชุดคำสั่ง (Program) สั่งทำงานเป็นเครื่องแรก
  • พ.ศ. 2373 Charles Babbage ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ของอังกฤษ ได้สร้างเครื่องหาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คำนวณและพิมพ์ตารางทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ แต่ก็ไม่สำเร็จตามแนวคิด ด้วยข้อจำกัดทางด้านวิศวกรรมในสมัยนั้น แต่ได้พัฒนาเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) เครื่องนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ
    1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
    2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์
    3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลและส่วนประมวลผล
    4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณด้วยเครื่องวิเคราะห์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบน จึงทำให้ Charles Babbage ได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์"
     
  • พ.ศ. 2385 สุภาพสตรีชาวอังกฤษชื่อ Lady Augusta Ada Byron ได้ทำการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนขั้นตอนของคำสั่งวิธีใช้เครื่องนี้ให้ทำการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อนไว้ในหนังสือ Taylor's Scientific Memories จึงนับได้ว่า ออกุสต้า เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก และยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรูที่บรรจุชุดคำสั่งไว้สามารถนำกลับมาทำงานซ้ำใหม่ได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักการทำงานวนซ้ำ หรือที่เรียกว่า Loop เครื่องมือคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เลขฐานสอง (Binary Number)กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต
  • พ.ศ. 2397 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ George Boole ได้สร้างระบบพีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า พีชคณิตบูลลีน (Boolean Algebra)ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการออกแบบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และการออกแบบทางตรรกวิทยาของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันด้วย
  • พ.ศ. 2423 Dr. Herman Hollerith นักสถิติชาวอเมริกันได้ประดิษฐ์เครื่องประมวลผลทางสถิติเครื่องแรก ซึ่งใช้กับบัตรเจาะรู ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เรียกบัตรเจาะรูนี้ว่า บัตรฮอลเลอริท หรือบัตรไอบีเอ็ม เพราะผู้ผลิตคือบริษัท ไอบีเอ็ม
  • พ.ศ. 2480 ศาสตราจารย์ Howard Aiken ได้พัฒนาเครื่องคำนวณตามแนวคิดของแบบเบจ ร่วมกับวิศวกรของบริษัท ไอบีเอ็มได้สำเร็จโดยเครื่องจะทำงานแบบเครื่องจักรกลปนไฟฟ้าและใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการนำข้อมูลเข้าสู่เครื่องเพื่อทำการประมวลผล เครื่องมือนี้มีชื่อว่า MARK I หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า IBM Automatic Sequence Controlled Calculator และนับเป็นเครื่องคำนวณแบบอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก
  • พ.ศ. 2486 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ศูนย์วิจัยของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ต้องการเครื่องคำนวณหาทิศทางและระยะทางในการส่งขีปนาวุธ ซึ่งถ้าใช้เครื่องคำนวณสมัยนั้นจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชม.ต่อการยิง 1 ครั้ง ดังนั้น จึงให้ทุนอุดหนุนแก่ John W. Mauchly และ Persper Eckert สร้างคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา มีชื่อว่า ENIAC (Electronic Numerical Intergrater and Calculator) สำเร็จในปี 2489 โดยนำหลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอดมาใช้ในการสร้าง ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้เครื่องมีความเร็วและมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณมากขึ้น
  • พ.ศ. 2492 Dr. John Von Neumann ได้พบวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำของเครื่องได้สำเร็จ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถุฏพัฒนาขึ้นตามแนวคิดนี้ได้แก่ EDVAC (Electronic Discrete Variable Automatic Computer) และนำมาใช้งานจริงในปี 2494 และในเวลาเดียวกันมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ในลักษณะคล้ายกับเครื่อง EDVAC นี้ และให้ชื่อว่า EDSAC (Electronic Delay Strorage Automatic Calculator) มีลักษณะการทำงานเหมือนกับ EDVAC คือเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำ แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไปคือ ใช้เทปแม่เหล็กในการบันทึกข้อมูลต่อมา ศาสตราจารย์แอคเคิทและมอชลี ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์อีก ชื่อว่า UNIVAC I (Universal Automatic Calculator) ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อขายหรือเช่า เป็นเครื่องแรกที่ออกสู่ตลาดซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ขยายตัวออกไปในภาคเอกชน และเริ่มมีการซื้อขายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และวิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : http://web.ku.ac.th

รู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์

            สำหรับท่านที่อยากทราบว่า คอมพิวเตอร์เครื่องที่ใช้งานอยู่นั้น เป็นรุ่นไหน ความเร็วเท่าไร มีขีดความสามารถอะไรบ้าง ลองอ่านบทความนี้ดู อาจจะเน้นเฉพาะในส่วนของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างเดียวเท่านั้น ในส่วนของอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ เช่นเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ จอแสดงผล และอื่น ๆ ขอข้ามไปก่อน เอาแต่เฉพาะส่วนประกอบที่เป็นคอมพิวเตอร์จริง ๆ เท่านั้น


CPU หรือ Central Processor Unit
           สิ่งแรกที่ควรรู้คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นี้ เป็นเครื่องรุ่นไหน ความเร็วเท่าไร สำหรับ CPU นี้ก็ขอพูดถึงแบบคร่าว ๆ โดยจะขอพูดถึงแต่เฉพาะ CPU รุ่นที่ยังพอใช้งานได้ในปัจจุบันเท่านั้น ดังนี้
  • 80486 เป็น CPU ที่บางท่านยังอาจจะมีใช้งานอยู่ โดยทั่วไปที่พบจะเป็น 486SX, 486DX และ 486DX4
  • Pentium Classic หรือ P54C จะมีความเร็วประมาณ 100-166 MHz ถือว่ายังพอใช้งานได้อยู่ในปัจจุบัน แต่อาจจะช้าไปสักหน่อย
  • Pentium MMX หรือ P55C จะมีชุดคำสั่ง MMX ติดมาด้วย ความเร็วตั้งแต่ 166-233 MHz
  • AMD K5 และ AMD K6 เป็น CPU ของ AMD รุ่นแรก ๆ ที่พอมีขายในบ้านเรา ความเร็วประมาณ 166-300 MHz
  • AMD K6-II และ AMD K6-III ปัจจุบันยังถือว่าใช้งานได้ดีอยู่ ความเร็ว 266-550 MHz
  • IBM และ Cyrix MII ไม่ค่อยได้ยินชื่อนัก แต่พอมีขายอยู่บ้าง ความเร็วประมาณ PR200-PR333 (หน่วย PR ไม่ใช่ MHz นะครับแต่ถือว่าใกล้เคียงกัน)
  • Intel Celeron รุ่นแรก ๆ จะเป็น Slot 1 ความเร็ว 266-300 MHz และต่อมาเป็น Socket 370 ความเร็วที่ 300 MHz ขึ้นไป (ปัจจุบันเท่าที่ได้ยินจะมีความเร็วถึง 700 MHz แล้ว)
  • Intel Pentium II เป็น CPU แบบ Slot 1 รุ่นแรกครับ ความเร็ว 233-450 MHz
  • Intel Pentium III รุ่นแรก ๆ จะเป็น Slot 1 ความเร็ว 450-600 MHz รุ่นหลัง ๆ จะเป็นแบบ FC-PGA 370 ความเร็วเริ่มที่ 500 เป็นต้นไป (จะมีรหัสต่อท้ายด้วย EB, E คือ CPU แบบ FC-PGA ส่วน B คือรุ่นที่รันด้วยบัส 133 MHz)
  • AMD Athlon เป็น CPU ของ AMD ทำงานบน Slot A ครับที่เห็นความเร็วก็ 500 MHz ขึ้นไป
  • AMD Duron เป็น CPU ของ AMD ทำงานบน Socket A ความเร็วตั้งแต่ 600 MHz ขึ้นไป
  • AMD Thunderbird เป็น CPU ของ AMD ทำงานบน Socket A ความเร็วตั้งแต่ 700 MHz ขึ้นไป
  • Pentium IV เป็นรุ่นใหม่ของ Intel ทำงานบน FC-PGA 423 ความเร็วตั้งแต่ 1.3 GHz ขึ้นไป
Mainboard สำหรับ CPU
           สำหรับ Mainboard ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว Mainboard จะแบ่งออกเป็นตามรูปแบบชนิดของ CPU ที่ใช้งานดังนี้
  • Socket 3 สำหรับ CPU 80486 Socket 5 สำหรับ CPU Pentium รุ่นแรก ๆ ที่ความเร็วประมาณ 60-100 MHz
  • Socket 7 สำหรับ CPU Pentium Classic และ Pentium MMX รวมถึง IBM และ Cyrix ด้วย
  • Super Socket 7 ที่จริงก็คือแบบเดียวกับ Socket 7 นั่นแหละ แต่สามารถทำงานที่บัส 100 MHz ได้ (Socket 7 เดิมจะทำงานสูงสุดที่ 66 MHz)
  • Socket 370 สำหรับ CPU Celeron โดยเฉพาะ
  • Slot 1 สำหรับ CPU Celeron รุ่นแรก ๆ และ Pentium II, Pentium III แต่จะมีอุปกรณ์ ตัวแปลง ที่เรียกว่า Slotket เพื่อให้ใช้ CPU แบบ Socket 370 หรือ FC-PGA ให้ใช้งานบน Mainboard แบบ Slot 1 ได้ด้วย
  • Dual Slot คือจะมีทั้ง Socket 370 และ Slot 1 ทั้งคู่ซึ่งพอพบเห็นอยู่บ้าง
  • Slot A สำหรับ CPU ของ AMD Athlon รุ่นแรก ๆ
  • Socket A สำหรับ CPU ของ AMD Thunderbird และ Duron
           นอกจากนี้ลักษณะของ Mainboard ยังมีการแบ่งตาม Case หรือระบบ Power Supply ด้วยโดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ AT กับ ATX โดยส่วนใหญ่แล้วหากเป็น Mainboard รุ่นใหม่ ๆ จะทำเป็นแบบ ATX เป็นส่วนมากซึ่งแบบ ATX นี้เท่าที่เคยได้ยินมาจะมีข้อดีกว่าแบบ AT ซึ่งเป็นแบบเก่าคือ ระบบการระบายความร้อนและการไหลเวียนของอากาศดีกว่า ระบบ Power Supply แบบใหม่สามารถสั่ง เปิด-ปิด เครื่องโดยใช้ Software ได้และอื่น ๆ อีกมากครับ อย่าลืมนะครับว่า Mainboard ของแบบ AT กับ ATX ไม่เหมือนกันและใส่ใน Case ต่างชนิดกันไม่ได้ ดังนั้นเวลาเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ ควรจะตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเป็นแบบใด
รูปตัวอย่าง Mainboard
            Mainboard ในปัจจุบันยังมีแบบที่เรียกว่า All in One ด้วยคือรวมเอา การ์ดจอ เสียง โมเด็ม พอร์ทต่าง ๆ USB LAN ฯลฯ รวมไว้บน Mainboard อันเดียวและขายในราคาที่เท่ากับหรือถูกกว่า Mainboard แบบเปล่า ๆ ซะอีก โดยทั่วไปแล้ว Mainboard แบบ All in One จะมีข้อดีคือ ราคาถูก ไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์อย่างอื่น สามารถใช้งานได้ครบ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้เพราะมันติดอยู่บนบอร์ดเลย (อาจจะเปลี่ยนได้นิด ๆ หน่อย ๆ ครับ) ข้อเสียอีกอย่างคือ จะกินแรงของ CPU และ RAM ของระบบเครื่องค่อนข้างมาก


RAM หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์
           RAM สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีหน่วยเป็น MB. ครับ (1M = 1 ล้าน bit) โดยทั่วไปก็ 32M หรือ 64M บางเครื่องอาจจะมี 128 M หรือถึง 256 M เลยก็ได้หากจำเป็นต้องใช้งานที่ใหญ่ ๆ จริง ๆ สำหรับ RAM ที่ใช้กันทั่วไปก็มีอยู่หลายชนิดมาก ถ้าหากแบ่งคร่าว ๆ ก็ขอแบ่งแบบง่าย ๆ ตามรูปร่าง ดังนี้
  • RAM 30 Pin สำหรับ CPU รุ่นประมาณ 80486 หรือก่อนหน้านี้จะมีขนาดแถวละ 1-4 M.
  • RAM 72 Pin สำหรับ CPU รุ่นประมาณ Pentium ขึ้นมา ซึ่งเท่าที่ทราบจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ FPM และ EDO ขนาดเท่าที่เคยเห็นจะมี 4, 8, 16, 32 และ 64 M. โดยส่วนใหญ่จะเห็นมีขายแต่แบบ EDO ซึ่งเวลาใส่จะต้องใส่เป็นคู่ (คนขายเขาก็จะขายเป็นคู่ด้วย)
  • RAM 168 Pin หรือ ที่เรียกว่า SDRAM จะเป็น RAM รุ่นใหม่ มีความเร็วการเข้าถึง การอ่าน และการเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ EDO มาก ส่วนใหญ่ปัจจุบันจะใช้ RAM แบบนี้ทั้งนั้นครับ ขนาดที่พบคือ 16, 32, 64, 128 และ 256 M. มีความเร็วบัสตั้งแต่ 66MHz, 100MHz, 133MHz และ 150 MHz
  • นอกจากนี้ แรมรุ่นใหม่ ๆ ยังมีแบบ RD-RAM และ DDR-RAM อีกด้วยครับ


RAM แบบ 30 pin
RAM แบบ 72 pin
RAM แบบ 168 pin
ตัวอย่างของ RAM แบบต่าง ๆ

Hard Disk อุปกรณ์เก็บข้อมูลในเครื่อง
            เรื่องของ Hard Disk ก็คงไม่มีอะไรมาก ดูว่าขนาดเท่าไร เป็นยี่ห้ออะไร ความทนทานมากน้อย ปัญหาและการรับประกันเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็จะดูกันแค่นี้ แต่ที่อยากให้ตรวจสอบเพิ่มเติมก็คือ
  • เป็นแบบ UDMA33, UDMA66 หรือ UDMA100 หรือเปล่า ถ้าเป็น UDMA66 หรือ UDMA100 การส่งถ่ายข้อมูลก็จะเร็วขึ้นแต่ Mainboard ต้องรองรับด้วย
  • ความเร็วการหมุน 5,400 หรือ 7,200 รอบต่อนาที ถ้าการหมุนเร็ว การเข้าถึงข้อมูลก็จะเร็วด้วย ลายคนบอกว่าเลือกความเร็วแบบ 7,200 รอบจะได้ความเร็วกว่าแบบ UDMA66
  • ขนาดของ Buffer ที่เห็นก็มี 1M กับ 2M ถ้ามีแยะก็ดี รูปตัวอย่างของ Hard Disk
VGA Display Card
การ์ดแสดงผล แบ่งออกตามชนิดได้คร่าว ๆ คือ
  • VGA แบบ 2D สำหรับงานธรรมดาทั่วไป ดูหนังฟังเพลงครับ
  • VGA แบบ 3D SLI จะเป็นลักษณะชองการนำมาต่อพ่วงกับแบบ 2D เพื่อให้สามารถใช้งาน 3D ได้ดีขึ้น
  • VGA แบบ 3D ที่รวมเอา 2D ไว้ในการ์ดเดียวกัน ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้หมดแล้ว เหมาะสำหรับเล่นเกมส์ที่เป็น 3มิติ แต่ราคาค่อนข้างแพงอยู่มาก จะมีอยู่ 3 ค่ายใหญ่ ๆ ที่นิยมกันคือของ 3dfx, ของ TNT และ Savage
  • VGA แบบ TVin TVout จะเป็น Option เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อให้สามารถต่อสัญญาณภาพออก TV ได้ด้วย รูปตัวอย่าง VGA Card
          นอกจากนี้ VGA Card ยังจะต้องมี RAM อยู่บนการ์ดด้วยเหมือนกัน ยิ่ง RAM มากก็จะช่วยให้เล่นเกมส์ได้ภาพที่ไหลลื่นขึ้นครับ เท่าที่เห็นปัจจุบันนี้จะมีตั้งแต่ 8M, 16M และ 32 M และ VGA Card ก็จะมีทั้งแบบ PCI สำหรับ Mainboard รุ่นเก่า ๆ และแบบ AGP สำหรับ Mainboard รุ่นใหม่ ซึ่งแบบ AGP จะทำงานได้เร็วกว่าแบบ PCI ครับ ปัจจุบัน Mainboard รุ่นใหม่จะเป็น AGP หมดแล้ว


CD-ROM
            อาจจะเป็นสิ่งจำเป็นในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกชิ้นนึงครับ ความเร็วในรุ่นเก่า ๆ ก็ 4X, 8X ปัจจุบันที่เห็นจะอยู่ที่ 40-52X ครับ (1X คือความเร็วการส่งถ่ายข้อมูลเท่ากับ 150k/s)
รูปตัวอย่าง CD-ROM Drive
Sound Card
           Sound Card หรือการ์ดเสียง ที่ยังพอเห็นจะมีทั้งแบบ ISA รุ่นเก่าและ PCI รุ่นใหม่ครับ อันนี้คงจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาของแต่ละยี่ห้อ เท่าที่พบจะมีบางรุ่นที่มี Wave Table ซึ่งจะช่วยให้เราเล่นเพลงแบบคาราโอเกะหรือ midi ได้เพราะขึ้น หรือถ้าหากไม่มีก็อาจจะสามารถซื้อเป็น Module ไปเพิ่มเติมภายหลังได้
รูปตัวอย่าง Sound Card
Modem สำหรับต่อเน็ต
           Modem ปัจจุบันจะเป็น V90 56K หมดแล้ว แต่หากเครื่องใครเป็น 28.8 K หรือ 33.3 K ก็ยังพอใช้ได้ดีอยู่ครับ Modem จะมีทั้งแบบ Internal และ External ซึ่งถ้าเป็นแบบ External จะดูยุ่งยาก ต้องต่อสายไฟเพิ่มเติม แต่จะมีข้อดีคือไม่กินแรงของ CPU ครับ ถ้าเป็นแบบ Internal ก็จะมีแบบ Soft Modem ด้วยซึ่งจะเปลืองแรงของ CPU ไปอีกหน่อย


ส่วนประกอบอื่น ๆ
         ส่วนประกอบอื่น ๆ ก็คงจะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักครับ เช่น Floppy Disk Drive, Key Board หรือ Mouse


ที่มา : http://www.com-th.net/

ระวัง!!! อย่าเซฟ"พาสเวิร์ด"ในบราวเซอร์

            ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยหลายรายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้ไม่ควรจัดเก็บ (save) รหัสผ่านที่ไม่ได้รับการเข้ารหัส (unencrypted passsword) ไว้ในบราวเซอร์บนคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว แฮคเกอร์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีผู้ใช้ด้วยเครื่องมืออย่างเช่น โทรจัน (Torjans) ได้อย่างง่ายดาย
            ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สำหรับผู้ใช้ที่ยืนกรานต้องการที่จะจัดเก็บ"พาสเวิร์ด"ไว้ในบราวเซอร์ เพื่อความปลอดภัยอย่างน้อยที่สุดควรใช้คุณสมบัติการทำงานที่เรียกว่า master password (รหัสผ่านหลัก) ซึ่งหมายถึงรหัสผ่านที่บราวเซอร์จัดเก็บไว้ทั้งหมดจะได้รับการเข้ารหัสอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ตัวเลือกดังกล่าวจะพบได้ในเฉพาะบราวเซอร์ Firefox และ Opera เท่านั้น สำหรับผู้ใช้ Firefox สามารถเข้าถึงคุณสมบัติการทำงานนี้ได้โดยคลิก Tools/Options/Security แล้วเลือกเช็คบ๊อกซ์ Use a master password ในขณะทีถ้าเป็น Opera จะมีการถามในครั้งแรกของการจัดเก็บพาสเวิร์ดโดยอัตโนมัติ



           ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการป้องกันบัญชีผู้ใช้ของตนเองบนคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต พาสเวิร์ดยอดฮิตที่ยังคงเจาะได้อย่างง่ายดาย และพบเห็นกันอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ก็คือ "123456" และ "password" ที่น่ากลัวกว่านั้น พาสเวิร์ดง่ายๆ เหล่านี้ยังถูกใช้กับทุกบริการที่ผู้ใช้เข้าถึงอีกด้วย เรียกได้ว่า แฮคเกอร์สามารถใช้พาสเวิร์ดเดียวในการเจาะข้อมูลของผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น นอกจากจะไม่ควรเลือกใช้พาสเวิร์ดง่ายๆ (หรือสั้นเกินไป รวมถึงคำศัพท์ที่พบเห็นทั่วไป) แล้ว ผู้ใช้ยังไม่ควรใช้พาสเวิร์ดอันเดียวกับทุกๆ บริการอีกด้วย


ที่มา : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระบบ 3G ( Third Generation )

            คงเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูล โดยการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง  ซึ่งแต่เดิมเครื่องมือสื่อสารทำได้เพียงรับส่งข้อมูลภาพและเสียงต่างเวลาและสถานที่กัน  การสนทนาก็มีเพียงแค่เสียงไม่สามารถเห็นหน้าขณะสนทนาได้แต่ระบบนี้ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการ Multimedia ได้สมบูรณ์แบบ และมีประสิทธิภาพมาก เช่น การรับ-ส่ง Fileข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มาก การใช้บริการ Video/ Call Conference หรือการสนทนาผ่านระบบวีดีโอ ที่มองเห็นหน้าและสามารถพูดคุยกันได้เสมือนอยู่ต่อหน้ากัน  และสามารถ Download เพลงและดู TV Streaming ได้อย่างรวดเร็วและสะดวก  คุณสมบัติหลักที่เด่นๆ อีกอย่างหนึ่งของระบบ 3G ก็คือ Always On กล่าวคือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดใช้งานโทรศัพท์โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อและล็อกอินเข้าเครือข่ายข้อมูลเหมือนจีพีอาร์เอส  ระบบภาพและเสียงที่มีประสิทธิภาพสมจริง  สามารถประชุมทางไกลร่วมกันเพียงผ่านเครื่องมือสื่อสาร  การดาวโหลดและอัพโหลดข้อมูลปัจจุบันอยู่ที่Download 14.4 Mbps / Upload 384 Kbps ต่อวินาที 
          ในอนาคตมีแนวโน้มว่าอัตราการดาวและอัพโหลดข้อมูลจะมากถึง 42 Mbps ต่อวินาทีเลยที่เดียว  การทำงานเปรียบได้กับการมีคอมพิวเตอร์กะทัดรัดที่สามารถพกพาได้เลยทีเดียว
- 3G เทคโนโลยีแห่งการสื่อสาร
- iphone 3G
- 3Gโทรศัพท์มือถือยุคใหม่

ที่มา : http://www.numsai.com/

LED กับ LCD เทคโนโลยีจอภาพ

            เวลาเดินในห้างผ่านโซนไอที ทุกท่านจะเห็นกับจอทีวีหลากหลาย จอเล็กบ้างใหญ่บ้าง บางจอภาพมันคมชัดมากๆ เมื่อเข้าไปดูตรงรายละเอียดก็พบคำว่า LED หรือไม่ก็ LCD ซึ่งเจ้าคำสองคำนี้ที่ทำให้น้ำใสติดใจว่ามันคืออะไร ทำไมจอถึงได้ดูคมชัดสมจริงแบบนี้ วันนี้บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจกัน
ยุคนี้ถือเป็นยุคของแอลซีดีเฟื่องฟูอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมอนิเตอร์หรือทีวีก็ตามด้วยราคาที่แสนเร้าใจ แถมยังคุณภาพของภาพที่ได้ก็ดีขึ้นมากใกล้เคียงจอแบบ CRT เข้าไปทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอแอลอีดี – แอลซีดี เริ่มมีมาให้เห็นกันมากขึ้น แต่คงยังมีความสับสนอยู่ไม่น้อยกับจอภาพแอลอีดี-แอลซีดีที่เข้ามาจำหน่ายอยู่ในเวลานี้ แท้จริงแล้วคืออะไร  เป็นแบบไหนกันแน่หาคำตอบให้หายสงสัยจากบทความนี้เลยครับ

 แอลอีดี (LED) – แอลซีดี(LCD)
           ยังมีความสับสนกันไม่น้อยสำหรับจอภาพแอลอีดี LED ย่อมาจาก Light-emitting-diod ที่มีออกมาจำหน่ายในเวลานี้ส่วนหนึ่งก็เพราะคำโฆษณาของผู้ผลิต ทำให้ผู้ใช้เข้าใจไปว่ามันคือจอภาพแบบใหม่ เป็นเทคโนโลยีใหม่ แท้จริงแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นจอภาพที่เป็นเทคโนโลยีใหม่  เป็นยุคถัดไปที่จะมาแทนที่แอลซีดี เรียกว่าจอภาพแบบโอแอลอีดี(OLED) จะใช้หลอดแอลอีดีมาเรียงรายกันบนพาแนลแล้วทำให้เกิดภาพด้วยการติด – ดับของหลอดแอลซีดีซึ่งก็ได้ภาพที่ตาเรามองเห็นออกมา ซึ่งในเวลานี้มันยังมีราคาที่สูงเอามากๆ มีแต่ตัวต้นแบบออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง ด้วยต้นทุนที่สูงอยู่ทำให้ยังไม่สามารถผลิตออกมาเพื่อจำหน่วยได้จริง รวมไปถึงยังพัฒนาไปได้ไม่เต็มที่นัก เพราะยังไม่สามารถผลิตจอภาพโอแอลอีดีที่มีขนาดใหญ่มาก  อีกทั้งคุณภาพที่ได้เทียบกับจอแอลซีดีรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนามาเยอะแล้ว ภาพของแอลซีดียังถือว่าทำได้ดีกว่า และยิ่งเทียบกับราคาต่อขนาดกันแล้ว ในเวลานี้จอ LED เริ่มออกมาสู่ท้องตลาดแล้ว ภาพที่ได้ก็ให้ความรู้สึกที่ดูแล้วสบายตา สมจริงมากๆ เราได้เห็นจอภาพแบบโอแอลดอีดีตัวแท้ๆ ออกมาจำหน่ายแต่ก็ยังไม่กล้าคิดถึงราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่มากๆ

จอ LED จอ LCD
           ได้ทำความรู้จักกับจอภาพที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ จอภาพแบบโอแอลอีดีกันบ้างไปแล้ว คราวนี้เรามาเรื่องจอแอลอีดีซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเราในบทความนี้กันต่อ  สำหรับจอแอลอีดีซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเราในบทความนี้กันต่อ สำหรับจอแอลอีดีที่จำหน่ายกันอยู่เวลานี้ เรียกว่าอยู่ในกระแสที่คนกำลังให้ความสนใจกันไม่น้อยทีเดียว  แท้จริงแล้วมีนก็คือจอภาพแบบแอลซีดีที่เราใช้กันอยู่ เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนการทำงานภายใน งานนี้ต้องนึกไปถึงการทำงานของจอแอลซีดีกันเล็กน้อย  โดยโครงการสร้างภาพของแอลซีดีจะใช้การเปลี่ยนแปลงของเหลวที่อยู่ภายใน  ซึ่งทำปฏิกิริยาแบบผกผันลันกับอุณหภูมิซึ่งไม่ควนเอาโน้ตบุ๊กไว้ในรถนะครับ แล้วใช้การยิงลำแสงผ่านจากด้านหลังพาแนลที่เรียกกันว่าแบ็กไลต์ (Backlit  เป็นคนละแบบกับแสงแบ็กไลต์ที่จสะท้อนแสงในที่มืด) ซึ่งเป็นสีขาวโดยใช้หลอดฟลูออเรศเซนแบบเย็น (CCFL : Clod Cathohe) ทำให้เกิดขึ้นมาเป็นภาพที่ตาเราสองเห็นได้ แท้จริงแล้วก็เหมือนเราดู “เงา” ของผลึกเหลวในขณะทำงาน  เพราะจอภาพแอลซีดีไม่สามารถกำเนิดแสงได้ด้วยตนเองจึงต้องใช้การยิงแสงแบ็กไลต์(Backlit) นั้นเอง  ซึ่งตรงจุดนี้ล่ะแบ็กไลต์จากเดิมซึ่งใช้เป็นหลอดไฟฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL : Clod Cathohe) มาใช้เป็นหลอดแอลอีดีแทน  และยังเป็นการใช้หลอดแอลอีดีถึงสามสีประกอบด้วยแม่สี แดง เขียว น้ำเงิน (RGB)

แอลอีดี อีกระดับของภาพจากจอภาพแอลซีดี
           การเปลี่ยนมาใช้ไปแบ็กไลต์เป็นหลอดแอลอีดี มีผลดีตามมาหลายด้านพอตัวครับ โดยเฉพาะเรื่องของภาพที่มันช่วยเพิ่ม Contrast ให้กับภาพที่แสดงผลออกมา จึงแสดงรายละเอียดต่างๆ  ของภาพได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในฉากที่แสดงผลออกมา จึงแสดงรายละเอียดต่างๆของภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในฉากที่มีภาพมืดหรือฉากที่มีระดับความสว่างของวัตถุอยู่หลายระดับ แสดงผลสีดำได้ลึกและดูมีมิติมากขึ้น ลบข้อด้อยในการแสดงผลสีดำที่ติดตัวจอภาพแอลซีดีมาช้านานนั้นลงไปใกล้เคียงภาพจากจอพลาสมาที่แสดงผลสีดำได้อย่างยอดเยี่ยมเข้าไปทุกที  ช่วยให้แอลซีดีพาแนลสามารถแสดงสีสันได้ดีขึ้น (wider clolor gamut) ทำให้ภาพดูเป็นธรรมาชาติ นอกจากข้อดีในเรื่องของภาพที่ดีขึ้นแล้วยังได้ในเรื่องของดีไซน์ด้วยเพราะจอภาพมีขนาดบางลง ความร้อนในขณะจอทำงานลดลงและประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ด้วยข้อดีหลายอย่างที่เกิดขึ้นก็เลยทำให้จอแอลอีดีดูน่าซื้อมาใช้เป็นที่สุด

จอ LCD คืออะไร ?
            เทคโนโลยีมอนิเตอร์ LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งเป็นจอแสดงผลแบบ (Digital ) โดยภาพที่ปรากฏขึ้นเกิดจากแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากหลอดไฟด้านหลังของจอภาพ (Black Light) ผ่านชั้นกรองแสง (Polarized filter) แล้ววิ่งไปยัง คริสตัลเหลวที่เรียงตัวด้วยกัน 3 เซลล์คือ แสงสีแดง แสงสีเขียวและแสงสีนํ้าเงิน กลายเป็นพิกเ:ซล (Pixel) ที่สว่างสดใสเกิดขึ้น

เทคโนโลยีที่พัฒนามาใช้กับ LCD นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
  • Passive Matrix หรือที่เรียกว่า Super-Twisted Nematic (STN) เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าที่ให้ความคมชัดและความสว่างน้อยกว่า ใช้ในจอโทรศัพท์มือถือทั่วไปหรือจอ Palm ขาวดำเป็นส่วนใหญ่
  • Active Matrix หรือที่เรียกว่า Thin Film Transistors (TFT) สามารถแสดงภาพได้คมชัดและสว่างกว่าแบบแรก ใช้ในจอมอนิเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ก
เทคโนโลยี TFT LCD Mornitor

TN + Film (Twisted Nematic + Film)
           Twisted Nematic (TN) คือสารประเภทนี้จะมีการจัดโครงสร้างโมเลกุลเป็นเกลียว แต่ถ้าเราผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปมันก็จะคลายตัวออกเป็นเส้นตรง เราใช้ปรากฏการณ์นี้เป็นตัวกำหนดว่าจะให้แสงผ่านได้หรือไม่ได้ Twisted Nematic (TN) ผลึกเหลวชนิดนี้จะให้เราสามารถเปลี่ยนทิศทางการสั่นของคลื่นแสงได้ 90? ถึง 150? คือเปลี่ยนจากแนวตั้งให้กลายเป็นแนวนอน หรือเปลี่ยนกลับกันจากแนวนอนให้เป็นแนวตั้งก็ได้ ด้วยจุดนี้เองทำให้การค่า Response Time (ค่าตอบสนองสัญญาณเทียบกับเวลา) มีค่าสูง

IPS (In-Plane Switching or Super-TFT)
            การจัดโครงสร้างของผลึกจากเดิมที่วางไว้ตามแนวขนานกับแนวตั้ง (เทียบกับระนาบ) เปลี่ยนมาเป็นวางตามแนวขนานกับระนาบ เรียกจอชนิดนี้ว่า IPS (In-Plane Switching or Super-TFT) จากเดิมขั้วไฟฟ้าจะอยู่คนละด้านของผลึกเหลวแต่แบบนี้จะอยู่ด้านเดียวกันแปะหัวท้ายเพราะย้ายแนวของผลึกให้ตั้งขึ้น (เมื่อมองจากมุมมองของคนดูจอ) เป้าหมายเพื่อออกแบบมาแก้ไขการที่มุมของผลึกเหลวจะเปลี่ยนไปเมื่อมันอยู่ห่างจากขั้วไฟฟ้าออกไป ปัญหานี้ทำให้จอมีมุมมองที่แคบมาก จอชนิด IPS จึงทำให้สามารถมีมุมมองที่กว้างขึ้น แต่ข้อเสียของจอชนิดนี้ก็คือ ต้องใช้ทรานซิสเตอร์สองตัวต่อหนึ่งจุดทำให้เปลืองมาก นอกจานั้นการที่มีทรานซิสเตอร์เยอะกว่าเดิมทำให้แสงจากด้านหลังผ่านได้น้อยลง ทำให้ต้องมี Backlite ที่สว่างกว่าเดิม ความสิ้นเปลืองก็มากขึ้นอีกด้วย

MVA (Multi-Domain Vertical Alignment)
           บริษัท Fujisu ค้นพบผลึกเหลวชนิดใหม่ที่ให้คุณสมบัติ คือทำงานในแนวระนาบโดยธรรมชาติและต้องการทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียวก็สามารถให้ผลลัพธ์เหมือน IPS เลยเรียกว่าว่าชนิด VA (Vertical Align) จอชนิดนี้จะไม่ใช้ผลึกเหลวที่ทำงานเป็นเกลียวอีกต่อไป แต่จะมีผลึกเป็นแท่ง ซึ่งปกติถาไม่มีไฟป้อนเข้าไปหาก็จะขวางจอเอาไว้ทำให้เป็นสีดำ และเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าก็จะตั้งฉากกับจอให้แสงผ่านเป็นสีขาว ทำให้จอชนิดนี้มีความเร็วสูงมาก เพราะไม่ได้คลี่เกลียว แต่ปรับทิศทางของผลึกเท่านั้น จอชนิดนี้จะมีมุมมองได้กว้างราว 160 องศา

           ปัจจุบันบริษัท Fujisu ได้ออกจอชนิดใหม่คือ MVA (Multi-Domain Vertical Alignment) ออกมาแก้บั๊กตัวเอง คือจากรูจะเห็นว่าด้วยความที่เป็นผลึกแท่ง และองศาของมันใช้กำหนดความสว่างของจุด ดังนั้นเมื่อมองจากมุมมองอื่น ความสว่างของภาพก็จะเปลี่ยนไปเลย เพราะถูกผสมในอีกรูปแบบหนึ่ง จอ Multidomain ก็จะพยายามกระจายมุมมองให้แต่ละ Pixel นั้นมีผลึกหลายมุมเฉลี่ยกันไป ทำให้ผลกระทบจากการกระมองมุมที่ต่างออกไปหักล้างกันเอง

เทคโนโลยีมอนิเตอร์แบบ LCD มีจุดเด่นหลายประการคือ
  • ขนาดเล็กกะทัดรัดและนํ้าหนักเบาด้วยการทำงานที่ไม่ต้องอาศัยปืนยิงอิเล็กตรอน จึงช่วยให้ด้านลึกของจอภาพมีขนาดสั้นกว่ามอนิเตอร์แบบ CDT ถึง 3 เท่าและด้วยรูปร่างที่แบนราบทางด้านหน้าและด้านหลัง ในบางรุ่นจึงมีอุปกรณ์เสริมพิเศษสำหรับติดฝาผนังช่วยให้ประหยัดพื้นที่มากยิ่งขึ้น
  • พื้นที่การแสดงผลเต็มพื้นที่จากเทคโนโลยีพื้นฐานในการออกแบบ ทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ CDT ขนาด 17 นิ้วเท่ากัน พื้นที่แสดงผลที่กว้างที่สุดจะอยู่ที่ 15 นิ้วกว่าๆ เท่านั้น
  • ให้ภาพที่คมชัด มีรายละเอียดสูง และมีสัดส่วนที่ถูกต้องเนื่องจากมอนิเตอร์มีความแบนราบจริง
  • ช่วยถนอมสายตาและมีอัตราการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตํ่ามาก
  • ประหยัดพลังงานไฟฟ้าด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ตํ่ากว่าจอ CDT ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
  • ความสามารถในการรองรับอินพุต (Input) ได้หลายๆแบบพร้อมกัน
    เนื่องด้วยมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถรับสัญญาณจากแหล่งสัญญาณดิจิตอลอื่นๆได้ เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องเล่นดีวีดีและบางรุ่นสามารถทำภาพซ้อนจากหลายแหล่งข้อมูลได้ จึงทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD เป็นได้ทั้งเครื่องรับโทรทัศน์และจอมอนิเตอร์ในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อมอนิเตอร์หลายๆ

เทคโนโลยีจอแสดงผล LED Screen
           จอ LED เป็นระบบจอแสดงภาพขนาดใหญ่โดยใช้หลักการทำงานของการผสมสีของ LED หลัก3 สี ได้แก่ สีแดง (Red), สีเขียว(Green) และสีน้ำเงิน (Blue) หรือเรียกสั้นๆว่าRGB ให้เกิดเป็นสีต่างๆโดยความละเอียดในการปรับสีของLED แต่ละสีจะถูกควบคุมด้วยสายสัญญาณที่มีขนาดตั้งแต่16 บิตขึ้นไปดังนั้นยิ่งควบคุมด้วยจำนวนสายสัญญาณมากขึ้นก็จะได้ภาพที่มีความลึกของสี (Processing depth) มากขึ้นจึงได้ภาพที่สมจริงยิ่งขึ้น
            ความก้าวหน้าในกระบวนการผลิตจอแสดงผล ทำให้สามารถมองถาพได้สมจริงมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยประหยัดไฟ ถนอมสายตา ดีต่อสุขภาพ

ที่มา: http://www.numsai.com/

ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากอาชญากรไซเบอร์?

            อินเตอร์เน็ตมักจะได้ชื่อว่าเป็นทางด่วนของข้อมูลข่าวสาร แต่การที่เทคโนโลยีเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว บรรดาอาชญากรไซเบอร์ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้รัษากฎหมายต้องวุ่นวายปวดหัวอยู่ตลอดเวลา
อาชญากรออนไลน์มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกๆ ครั้งที่เราคลิกเมาส์ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยหมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขบัตรประจำตัว ไปจนถึงการเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเกี่ยวกับเด็ก และบรรดาอาชญากรก็พยายามหาหนทางใหม่ๆ ที่จะใช้หลอกลวงผู้คนหลายล้านคน อย่างกรณีของนายเจอเรอไมอาห์ มอนเดลโล อายุ 23 ปี ชาวรัฐโอเรกอน ที่สารภาพว่าขายซอฟแวร์ปลอมของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า เขาขโมยข้อมูลด้านการเงินจากบรรดาเพื่อนบ้าน และนำมาทำบัญชีเท็จสำหรับการขายซอฟแวร์ เขาสามารถหาเงินได้ถึงสี่แสนเหรียญสหรัฐฯ
            คุณไมเคิล ก็อดฟรีย์ เจ้าหน้าที่พิเศษระดับอาวุโสแห่งศูนย์อาชญากรออนไลน์ ของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯ กล่าวว่า ตอนที่เจ้าหน้าที่เผชิญหน้ากับเจอเรอไมอาห์ เขากลับถามเจ้าหน้าที่ว่าตามตัวเขาเจอได้ยังไงกัน
            คุณไมเคิลบอกอีกว่า นายเจอเรอไมอาห์ขโมยข้อมูลจากสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายของเพื่อนบ้าน และว่าเนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีค่า และเมื่อบรรดาผู้ตกเป็นเหยื่อรู้ตัว พวกเขาจะมีเวลาไม่นานในการยกเลิกบัญชี เปลี่ยนรหัสผ่าน หรือปิดบัตรเครดิต ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้จึงมีค่ามากสำหรับองค์กรอาชญากรรม และข้อมูลยังสามารถถูกส่งต่อไปทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง
             เจ้าหน้าที่สอบสวนกล่าวว่า เราอาจสามารถป้องกันอาชญากรออนไลน์ได้ ถ้าเรารู้จักระมัดระวังเวลาที่ใช้อินเตอร์เน็ต ร้อยเอกทิม อีแวนส์ ตำรวจของรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยช์ทางเพศในหมู่เด็กทางอินเตอร์เน็ตกล่าวว่า ถ้ามีคนมาทักเวลาที่เรากำลังเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ หากเราไม่รู้จัก ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ญาติพี่น้อง ก็ไม่ควรจะไปโต้ตอบด้วย ไม่ควรไปเริ่มพูดคุย หรือเริ่มสร้างสัมพันธภาพใดๆ ทั้งสิ้น
           หน่วยปราบปรามใช้้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าต่างๆ ในการต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์ โดยบริษัทซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ได้มอบ USB ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดึงหลักฐานออกมาจากคอมพิวเตอร์ได้ แต่ทั้งร้อยเอกทิม อีแวนส์ และคุณไมเคิล ก็อดฟรีย์ เจ้าหน้าที่พิเศษแห่งศูนย์อาชญากรออนไลน์ บอกว่า บรรดาอาชญากรก็ปรับเปลี่ยนเทคนิคต่างๆ อยู่เรื่อยๆ และว่าการต่อสู้กับอาชญากรออนไลน์นั้นจำเป็นต้องมีทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการต่อสู้นี้ก็คงไม่มีวันสิ้นสุดอีกด้วย

ที่มา : ข้อมูลจาก VOA News ภาคภาษาไทย
           http://www.sudipan.net/

มิติใหม่แห่งเบราว์เซอร์

มิติใหม่แห่งเบราว์เซอร์ โดย ซันดาร์ พิชัย และไลนัส อัพซัน ที่กูเกิล
            เวลาในการทำงานส่วนใหญ่ของเราล้วนวนเวียนอยู่ในเบราว์เซอร์ เราค้นหาข้อมูล พูดคุยสนทนา รับส่งอีเมล์ และทำงานร่วมกันผ่านเบราว์เซอร์ เช่นเดียวกับคนทั่วๆ ไป เช่นคุณที่มักจะใช้เวลายามว่าง ซื้อสินค้า จัดการบัญชีธนาคาร อ่านข่าว และติดต่อกับเพื่อนฝูง ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยเบราว์เซอร์อีกเช่นกัน ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น เราทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในแบบที่หลายคนอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนเมื่อมองย้อนกลับไปในยุคที่เราเริ่มมีเว็บใช้กันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
เพราะว่าเราใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น เราจึงเริ่มคิดอย่างจริงจังว่า หากเราเริ่มพัฒนาเบราว์เซอร์ใหม่ตั้งแต่ต้น โดยนำองค์ประกอบเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ มาเป็นส่วนประกอบ จะออกมาเป็นเบราว์เซอร์ประเภทไหน เราตระหนักดีว่าหน้าเว็บมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา จากเดิมที่เป็นแค่เพียงตัวหนังสือธรรมดาทั่วไป จวบจนกลายมาเป็นแอพพลิเคชันบนเว็บที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เราต้องกลับมาย้อนคิดเกี่ยวกับเบราว์เซอร์อย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่เบราว์เซอร์ แต่ต้องเป็นทั้งแพลตฟอร์มสำหรับหน้าเว็บและแอพพลิเคชันอันทันสมัยพร้อมๆ กัน และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการพัฒนาขึ้นมา
              ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ ในวันนี้ เราได้เปิดตัวเบราว์เซอร์แบบโอเพนซอร์สใหม่ล่าสุด ในรุ่นทดสอบ คือ Google Chrome เท่าที่เห็นเบื้องต้น เราได้ออกแบบหน้าต่างของเบราว์เซอร์ ที่ดูเรียบง่ายและให้ความคล่องตัวในการใช้งาน ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเบราว์เซอร์ แต่เป็นเรื่องของเครื่องมือที่ช่วยรองรับการใช้งานสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกดูหน้าเว็บ เปิดเว็บไซต์ หรือใช้งานแอพพลิเคชันออนไลน์ ทั้งนี้ Google Chrome จึงถูกออกแบบมาให้ดูเรียบง่ายสะอาดตาและทำงานได้รวดเร็ว เหมือนกับหน้าโฮมเพจมาตรฐานของกูเกิล ที่ช่วยพาคุณท่องไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้อย่างสะดวกที่สุด
             เมื่อมองเข้าไปลึกๆ แล้ว จะเห็นว่า เราได้สร้างรากฐานสำหรับเบราว์เซอร์ที่ช่วยให้ใช้แอพพลิเคชันบนเว็บยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อน ได้ดียิ่งขึ้น การที่เราแยกการทำงานของแต่ละแท็บออกจากกัน (แต่ละแท็บจะแยกกันออกมาเป็นแต่ละหน้า) ทำให้เราสามารถป้องกันไม่ให้แท็บหนึ่งแท็บใดที่เกิดปัญหา ส่งผลกระทบถึงแท็บอื่นๆ และเป็นการป้องกันผู้ใช้จากเว็บไซต์อันตรายต่างๆ อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ เรายังได้ปรับปรุงในเรื่องความเร็วและความสามารถโดยรวมทั้งหมด ทั้งนี้ เรายังได้สร้างกลไกที่ช่วยให้ใช้จาวาสคริปต์รุ่นใหม่อย่าง V8 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มพลานุภาพในการใช้เว็บ โดยสามารถรองรับการใช้เว็บแอพพลิเคชันรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถทำงานได้บนเบราว์เซอร์ทั่วไปในปัจจุบันได้
             นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น Google Chrome ยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เราได้ปล่อยชุดทดสอบที่ทำงานบนวินโดวส์ออกมาเพื่อขยายวงความคิดเห็นให้กว้างขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ จากผู้ใช้ เช่นคุณ ให้เร็วที่สุด ตอนนี้เรากำลังเร่งพัฒนาเวอร์ชันสำหรับแมคและลินุกซ์ ควบคู่ไปกับการพยายามปรับปรุงการทำงานของ Google Chrome เพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้นและเสถียรยิ่งขึ้นไปอีก ต้องขอออกตัวว่า เราเป็นหนี้บุญคุณอย่างล้นเหลือกับโครงการโอเพนซอร์สหลายๆ โครงการ และเราเองก็มุ่งมั่นในการดำเนินรอยตามแนวทางเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เราใช้องค์ประกอบหลายส่วนจาก WebKit ของ Apple และ Firefox ของ Mozilla ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโอเพนซอร์สอื่นๆ อีกมากมาย และภายใต้จิตวิญญาณเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะเปิดเผยโค้ดโปรแกรมของเราในลักษณะโอเพนซอร์ส เช่นเดียวกัน เรามุ่งหวังที่จะร่วมมือกับชุมชนออนไลน์ทั้งหมดเพื่อช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าบนเว็บต่อไปเรื่อยๆ
              ทุกวันนี้ มีนวัตกรรมใหม่ๆ และทางเลือกมากมาย ที่ช่วยให้ใช้เว็บได้ดีขึ้น และ Google Chrome ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่เราเชื่อว่าจะทำให้โลกของเว็บดียิ่งขึ้นไปอีก จากที่เรากล่าวไปทั้งหมด การทดสอบ Google Chrome ที่ดีที่สุด คือการลองใช้ด้วยตัวคุณเอง ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ [You must be registered and logged in to see this link.]
 
ที่มา : Google Chrome

My Calendar